Opening Hours:Monday To Saturday - 8am To 9pm

LAPBAND-BLOG / Radiofreqncy surgery

Ultrasound มีประโยชน์อย่างไร

ปัจจุบันเครื่องไม้ เครื่องมือทางการแพทย์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วทำให้สามารถตรวจรักษาโรคต่างๆได้ถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น การเอกซเรย์, การอัลตร้าซาวนด์ เป็นต้น ซึ่งวันนี้เราจะมาดูกันว่าอัลตร้าซาวด์มีประโยชน์ในการช่วยตรวจรักษาโรคอย่างไรบ้าง อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) หรือวิธีการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นการตรวจที่ไม่มีอันตรายต่อผู้ที่ได้รับการตรวจเพราะเป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงซึ่งมีความปลอดภัยเป็นอน่างมาก ดังนั้นการตรวจอัลตร้าซาวด์จึงมักนิยมใช้ตรวจในสตรีที่ตั้งครรภ์เพื่อดูภาพความสมบูรณ์ของทารกที่อยู่ภายในครรภ์ ซึ่งในการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสามารถแบ่งการออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ใช้เพื่อการวินิจฉัย และ เพื่อการรักษา การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic ultrasound หรือ sonography หรือ ultrasonography) เป็นการนำคลื่นเสียงมาสร้างภาพของอวัยวะรวมทั้งโครงสร้างภายในของร่างกายเพื่อช่วยในการวินิจฉัยภาวะทางการแพทย์ ภาพที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการตรวจนั้นจะถูกเรียกว่า sonograms ส่วนขั้นตอนการตรวจผู้ที่รับการตรวจจะนอนอยู่บนโต๊ะตรวจโดยให้ส่วนของร่างกายที่ต้องการจะตรวจเห็นได้เด่นชัดขึ้น หลังจากนั้นแพทย์หรือนักเทคนิคจะทาเจลตรงจุดที่จะตรวจเพื่อช่วยส่งคลื่นเสียงผ่านเข้าสู่ผิวหนังบริเวณที่ต้องการจะให้แสดงภาพ ก่อนที่จะนำเครื่องมือ transducer วางลงไปบนผิวหนังที่มีการทาเจลไว้แล้ว เครื่องมือนี้ก็จะส่งคลื่นเสียงความถี่สูงสะท้อนเนื้อเยื่อและอวัยวะกลับออกมา คลื่นจะวิเคราะห์สะท้อนและแปลงมาเป็นภาพแสดงบนหน้าจอ แพทย์ก็จะนำภาพที่ได้มาใช้ในการวินิจฉัยโรคเพื่อหาทางรักษา อาทิเช่น ประเมินพร้อมระบุสาเหตุของอาการปวด บวม และการติดเชื้อ ตรวจหาเนื้องอก ช่วยในการทำหัตถการที่อันตราย เช่น การใช้เข็มเจาะตัดชิ้นเนื้อและการใช้ยาสลบที่ต้องใช้เข็ม ตรวจหาความผิดปกติของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการรักษา หากใช้วิธีนี้จะเป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ วิธีการนี้มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการใช้รักษาเป็นสำคัญ ซึ่งการที่เลือกใช้วิธีนี้รักษา ประกอบด้วย สลายนิ่วขนาดใหญ่ทั้งที่อยู่ในไตและในถุงน้ำดี ทำลายเนื้องอกในมดลูกที่ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง ทำความสะอาดฟัน สลายต้อกระจกในดวงตา นำมาใช้ในการทำกายภาพบำบัด […]

“Radiology” คืออะไร

Radiology หรือ รังสีวิทยาซึ่งเป็นสาขาทางการแพทย์ที่เป็นสาขาเฉพาะทาง ส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวข้องกับการสร้างภาพในรูปแบบต่างๆของร่างกายเพื่อนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคโดยอาศัยเครื่องมือพิเศษที่เป็นเฉพาะในทางการแพทย์ด้วยการใช้รังสีเอกซ (X-Ray) รังสีแกมมา (Gamma ray) จากสารกัมมันตภาพรังสีคลื่นเสียง, คลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound), คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Nuclear Magnetic Resonance Imaging ) ในการรักษา เป็นต้น คนที่เรียนจบทางด้านนี้จะเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวิทยาที่เรามักจะเรียกกันว่า “รังสีแพทย์” ซึ่งจะมีความเชี่ยวชาญเรื่องการวินิจฉัยโรคด้วยการวิเคราะห์จากภาพวินิจฉัย (imaging) อาทิเช่น การเอกซเรย์, เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT), อัลตราซาวด์, คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI), เพ็ท (PET) ดังนั้นวิธีการรักษาโรคด้วยการใช้ภาพวินิจฉัยนำทางอาจไม่จำเป็นต้องต้องผ่าตัดเสมอไป สาเหตุเพราะภาพวินิจฉัยบางชนิดจะใช้รังสีเอ็กซ์ในการสร้างภาพ จึงอาจกล่าวได้ว่ารังสีแพทย์จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักและต้องมีความเข้าใจมากเพราะต้องรู้ขั้นตอนในการปรับรังสีเอ็กซ์ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย รวมทั้งต้องวางแนวทางในการป้องกันรังสีเอ็กซ์อีกด้วย ซึ่งคนที่จะมาเป็นรังสีแพทย์ได้ต้องจบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต เหมือนกับแพทย์สาขาอื่นๆแล้วไปฝึกวิชาความรู้เกี่ยวกับระบบสาธารณสุขในสถานพยาบาล    1 – 3 ปีก่อนที่จะเข้ามาเรียนต่อเฉพาะทางด้านรังสีวิทยาอีก 3 ปี เพื่อที่แพทยสภาจะได้มอบวุฒิบัตรว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิฉัยหรือรังสีวิทยาทั่ว ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีถึงจะเป็นรังสีแพทย์ได้ แต่ถ้าหากรังสีแพทย์ศึกษาต่อเพิ่มเติมอีกประมาณ 1 – 2 ปี เพื่อที่จะได้รับประกาศนียบัตรสาขาเฉพาะทางในแนวลึก ซึ่งในปัจจุบันนี้มีอยู่หลากหลายสาขาให้เลือกเรียน […]

Interventional radiology คืออะไร ???

Interventional radiology หรือ รังสีร่วมรักษาเป็นวิธีการรักษาผู้ป่วย ด้วยการใช้เครื่องมือตรวจชนิดพิเศษเฉพาะทางการแพทย์ ส่องเข้าไปในร่างกายเพื่อให้เห็นสภาพพยาธิ หลังจากนั้นก็อาศัยการมองเห็นจากเครื่องมือตรวจพิเศษต่างๆมาใช้เป็นตัวชี้นำเพื่อให้สามารถนำเครื่องมือเล็กๆ เช่น ท่อกลวง (catheter) ,เข็ม หรืออุปกรณ์ใดๆ ไปทำการรักษาพยาธสภาพดังกล่าวให้ได้ผลประหนึ่งเหมือนการผ่าตัด ซึ่งเครื่องมือที่นำมาใช้ในการตรวจพิเศษนี้จะ อาทิเช่น เครื่องตรวจรังสีเอ็กซ์ (x-ray), เครื่องส่องตรวจ (Fluoroscopy-DSI หรือ DSA, เครื่องตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound – US), เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography -CT), เครื่องตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging หรือ MRI) เป็นต้น ในปัจจุบันนี้นิยมใช้เครื่องมือ Fluoroscopy, US และ CT มากกว่าเครื่องมือชนิดอื่น เนื่องจากบางเครื่องมือยังมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ และอยู่ในช่วงของการทดลองเป็นส่วนใหญ่ เช่น เครื่อง MRI ใครคือผู้ที่จะมาทำหน้าที่แพทย์รังสีร่วมรักษา ??? แพทย์ที่มีหน้าที่ในการตรวจรักษาโดยเทคนิคของรังสีร่วมรักษา ก็คือ รังสีแพทย์ที่ได้ผ่านการอบรมแพทย์ประจำบ้านในสาขาวิชารังสีวินิจฉัย หรือรังสีวิทยาทั่วไป รวมทั้งต้องได้รับใบวุฒิบัตรหรืออนุบัตรด้วย นอกจากนั้นรังสีแพทย์กลุ่มนี้จะได้รับการเข้าฝึกอบรมเพิ่มเติม […]